สำหรับใครที่ทำงานระยะไกลกับต่างประเทศ หรือจะเป็นการไปเรียนต่อต่างประเทศ ไปเที่ยวแล้วอยากติดต่อกลับมาประเทศไทย หรือจากไทยโทรไปต่างประเทศ จำเป็นต้องมีแอปสื่อสารที่
- เร็ว
- เน็ตไม่เร็วก็โทรได้
- ภาพชัด ไม่กระตุก
- เสถียร
และนี่เป็นแอปที่ใช้ทำงาน หรือโทรแบบกลุ่มได้ดีที่สุดที่โลกเรามีในตอนนี้ครับ เลือกเอาตามความชอบได้เลย หรือจะสุ่มเอาแบบหวยไวก็ได้นะเพราะดีทุกแอปครับ
แอปการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานระยะไกล
1.Slack
- คุณสมบัติหลัก: ช่องทางการสนทนา (channels) สำหรับทีม, การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์, การแบ่งปันไฟล์, การเชื่อมต่อกับแอปอื่นๆ เช่น Google Drive, Trello, และ Zoom
- ข้อดี: ใช้งานง่าย, สามารถจัดกลุ่มการสนทนาในหัวข้อต่างๆ, มีฟีเจอร์การค้นหาข้อความที่สะดวก
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่มีหลายโครงการและต้องการการสื่อสารที่มีระเบียบ
2.Microsoft Teams
- คุณสมบัติหลัก: การสนทนา, วิดีโอคอล, แชร์ไฟล์, การทำงานร่วมกันบนเอกสารใน Microsoft Office, การบูรณาการกับ Outlook และแอป Microsoft อื่นๆ
- ข้อดี: การใช้งานที่สมูทกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft, เหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้ Office 365
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการการทำงานร่วมกันในเอกสารและใช้เครื่องมือของ Microsoft เป็นหลัก
3.Zoom
- คุณสมบัติหลัก: วิดีโอคอล, การประชุมออนไลน์, การบันทึกการประชุม, แชร์หน้าจอ, การตั้งห้องย่อย (Breakout Rooms)
- ข้อดี: ใช้งานง่าย, รองรับการประชุมได้หลายคน, เชื่อมต่อได้รวดเร็ว
- เหมาะสำหรับ: การประชุมที่ต้องการการสื่อสารด้วยวิดีโอ และการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก
4.Google Meet
- คุณสมบัติหลัก: วิดีโอคอล, แชร์หน้าจอ, เชื่อมต่อกับ Google Calendar และ Google Drive
- ข้อดี: ฟรีสำหรับผู้ใช้ Google, การใช้งานง่าย, รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ใช้ที่ไม่มีบัญชี Google
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Google (เช่น Gmail, Google Calendar)
5.Trello
- คุณสมบัติหลัก: การจัดการโปรเจคด้วยกระดาน Kanban, การตั้งเวลา, การติดตามการทำงานของทีม, การแจ้งเตือน
- ข้อดี: ใช้งานง่าย, ช่วยจัดระเบียบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ, มีเครื่องมือช่วยในการมองภาพรวมของโครงการ
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ทำงานหลายโปรเจคพร้อมกันและต้องการจัดระเบียบการทำงาน
6.Asana
- คุณสมบัติหลัก: การจัดการงานและโปรเจค, การกำหนดเวลา, การติดตามความคืบหน้า, การเชื่อมต่อกับ Google Drive, Slack, และอื่นๆ
- ข้อดี: ฟีเจอร์การติดตามและมองเห็นการทำงานของทีมได้อย่างละเอียด, สามารถสร้างงานย่อยและติดตามการทำงานได้
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการการวางแผนและติดตามงานอย่างละเอียด
7.Discord
- คุณสมบัติหลัก: การสนทนาแบบข้อความและเสียง, การสร้างห้องแยกตามหัวข้อ, การแชร์หน้าจอ, รองรับการสตรีม
- ข้อดี: ฟรี, สามารถใช้สำหรับการสื่อสารแบบเสียงและข้อความได้รวดเร็ว, ฟีเจอร์การสตรีมที่ดี
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่เน้นการสื่อสารแบบสด (real-time) และทำงานที่ไม่เป็นทางการมากนัก
8.Basecamp
- คุณสมบัติหลัก: การสร้างโปรเจค, กระดานข้อความ, การแชร์ไฟล์, การทำ To-do lists
- ข้อดี: มีการจัดการโปรเจคที่เรียบง่าย, ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อนในการทำงานร่วมกัน
9.Notion
- คุณสมบัติหลัก: การบันทึกข้อมูล, การจัดระเบียบโปรเจค, การแชร์ข้อมูลและโน้ตระหว่างทีม
- ข้อดี: ฟังก์ชันการทำงานที่ยืดหยุ่นสูง, สามารถทำโน้ต, ตาราง, และแผนที่ได้ในที่เดียว
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการเครื่องมือการจัดระเบียบที่ครบครันและสามารถปรับแต่งได้
10.ClickUp
- คุณสมบัติหลัก: การจัดการงาน, การติดตามโปรเจค, การทำรายงานการทำงาน, การจัดลำดับความสำคัญ
- ข้อดี: ฟีเจอร์ที่ครบครันทั้งการติดตามงาน, การตั้งเวลา, การรายงานผล
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการเครื่องมือจัดการโปรเจคที่มีฟังก์ชันครบครัน
11.Miro
- คุณสมบัติหลัก: กระดานวาดภาพร่วมกัน, การออกแบบกระบวนการทำงาน, การทำ brainstroming แบบออนไลน์
- ข้อดี: เหมาะสำหรับการสร้างไอเดียร่วมกัน, การวางแผนและออกแบบการทำงาน
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการเครื่องมือในการระดมความคิดและทำการวางแผนร่วมกัน
12.Monday.com
- คุณสมบัติหลัก: การจัดการงานและโปรเจค, การกำหนดวันเส้นตาย, การสื่อสารภายในทีม
- ข้อดี: ฟีเจอร์ที่สามารถปรับแต่งได้, ใช้งานง่าย, เหมาะสำหรับการติดตามโครงการ
- เหมาะสำหรับ: ทีมที่ต้องการเครื่องมือในการติดตามโครงการที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับการทำงาน
สรุป
- Slack และ Microsoft Teams เหมาะกับทีมที่ต้องการการสื่อสารและการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ
- Zoom และ Google Meet เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการประชุมออนไลน์
- Trello, Asana, และ ClickUp เหมาะสำหรับการจัดการโปรเจค
- Miro และ Notion เหมาะสำหรับการระดมความคิดและจัดระเบียบข้อมูล